ที่มาของน้ำมูก น้ำมูก เป็นสารคัดหลั่งที่อยู่ในโพรงจมูก ทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื่นภายในรูจมูก มีลักษณะใสๆ ถ้ามีการระคายเคืองภายในรูจมูกมาก จะมีการผลิตน้ำมูกออกมามาก และถ้าร่างกายได้รับเชื้อโรค เม็ดเลือดขาวจะออกมาแสดงตัวต่อสู้กับเชื้อโรค เม็ดเลือดขาวบางส่วนตาย สีของน้ำมูกก็เปลี่ยนเป็นสีเหลือง เหลืองปนเขียว เขียวข้น จากจุดนี้เอง พ่อแม่หลายท่านใช้สังเกตอาการหวัดของลูก แต่การที่มีน้ำมูกไหล หรือสีของน้ำมูกเปลี่ยนไป ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ 100% เพราะการตรวจสุขภาพคุณหมอก็ต้องทำการฟังปอด ตรวจโพรงจมูก ตรวจคอ ตรวจหู ด้วยอยู่แล้ว
น้ำมูกแบบไหน แปลว่า ไม่สบาย
ในขณะที่ร่างกายแข็งแรงปกติ ก็อาจมีน้ำมูกได้ โดยเฉพาะในช่วงเช้าๆ อาจจะมีน้ำมูกที่ค้างอยู่ในจมูกช่วงกลางคืน แต่เมื่อสั่งออกก็หมดไป แสดงว่าไม่ได้ป่วย แต่ถ้าหากว่าน้ำมูกมีตลอดทั้งวัน สีข้นกว่าปกติ แสดงว่ามีอาการหวัด ถ้าเป็นหวัดธรรมดา(ไม่มีไข้) ประมาณ 2-3 วัน น้ำมูกก็จะหายไปเองตามธรรมชาติ (ไม่ต้องใช้ยา แต่ต้องดูแลให้ถูกหลักด้วย เช่น ไม่ดื่มน้ำเย็น พักผ่อนมากๆ ทำร่างกายให้อบอุ่น) แต่ถ้าเป็นมากกว่า 10 วันแล้วจะต้องระวังเรื่องภูมิแพ้ หรือไซนัสอักเสบ และไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน ควรรีบพาลูกไปหาหมอ เพราะอาจเรื้อรังเป็นโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจได้อีก
วิธีสอนลูกสั่งน้ำมูก คิดว่านี้คงเป็นปัญหาสำหรับแทบทุกครอบครัว เพราะการสอนให้เด็กสั่งน้ำมูกได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่สามารถที่จะสอนได้ โดยคุณพ่อ คุณแม่ต้องทำให้เด็กดูเป็นตัวอย่าง อาจจะโดยการใช้กระดาษทิชชู่ อุดรูจมูกข้างหนึ่งแล้วหายใจออกดังฟิดๆ ใช้ทิชชู่ที่เตรียมไว้เช็ด ทำสลับกันทั้ง 2 ข้าง โดยแรกๆ คุณพ่อ คุณแม่อาจจะเป็นคนกดรูจมูกให้ลูกก่อน ค่อยๆสอนกันเป็นเด็กก็จะสามารถทำได้เองในที่สุด
การดูแลเด็กตอนที่มีน้ำมูกไหล
* ใช้ ผ้านุ่มๆ เช็ดน้ำมูก ถ้ามีน้ำมูกมาก ทำให้ลูกหายใจไม่สะดวก ควรใช้อุปกรณ์ดูดน้ำมูกออกมา
* งดการออกไปเล่นนอกบ้าน 2-3 วัน
* บางคนจะมีอาการหูอักเสบ (หวัดลงหู) หรือคออักเสบ (หวัดลงคอ) ตามมาด้วย ดังนั้นควรดูอาการอย่างใกล้ชิด
* ถ้า น้ำมูกแห้งติดโพรงจมูก ให้ใช้น้ำเกลือ 0.9 % ปริมาณ 1-2 ซี.ซี. (ใช้กระบอกฉีดยา) ค่อยหยดลงไปในรูจมูกทั้งสองข้าง แล้วใช้ลูกยางดูดออกมา
* เมื่อลูกอายุได้ 2-3 ขวบควรฝึกลูกสั่งน้ำมูกเอง เป็นการฝึกให้ลูกช่วยเหลือตัวเองในเบื้องต้นและเป็นการให้ลูกรักษาสุขภาพอนามัยอีกด้วย
* ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ
* ทุบ หัวหอมห่อผ้า แล้ววางไว้ใต้หมอน หรือหยอดน้ำมันหอมระเหยที่บรรเทาอาการคัดจมูกบริเวณเสื้อผ้า หรือปลอกหมอน เพื่อให้ลูกสูดกลิ่น บรรเทาอาการคัดจมูกหายใจไม่ออกขณะนอน พร้อมทั้งใช้หมอนรองศีรษะให้สูงขึ้นกว่าปกติ
สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดเมื่อเด็กมีน้ำมูก
* เรา ไม่ควรซื้อยาลดน้ำมูกมาป้อนลูกเอง รวมถึงยาแก้ไอด้วย เพราะยาทั้งสองชนิดนี้ มีฤทธิ์ทำให้น้ำมูกและเสมหะแห้ง อาจทำให้เสมหะติดค้างในหลอดลม ไอออกมาไม่ได้ และการที่น้ำมูกไหล เป็นการขจัดเชื้อโรคออกจากร่างกายด้วยวิธีธรรมชาติดังนั้น ถ้าจำเป็นต้องกินยา ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของคุณหมอรวมทั้งยาหยอดจมูกเพื่อทำให้จมูกโล่ง ด้วยเช่นกัน
* ไม่ ควรแคะจมูกให้ลูกด้วยนิ้วหรือเล็บ ให้ใช้กระดาษทิชชู่หรือผ้านุ่มๆ บางๆ พันปลายเขี่ยภายในโพรงจมูกเบาๆ เพื่อให้เด็กจามออกมา หรือใช้ไม้พันสำลีเช็ดรอบๆ รูจมูกเท่านั้นและต้องใช้อย่างระมัดระวัง ไม่ควรให้เด็กใช้ ไม้พันสำลีเอง
ที่มา : Mother&Care ; http://www.bpafreebabyshop.com
น้ำมูกแบบไหน แปลว่า ไม่สบาย
ในขณะที่ร่างกายแข็งแรงปกติ ก็อาจมีน้ำมูกได้ โดยเฉพาะในช่วงเช้าๆ อาจจะมีน้ำมูกที่ค้างอยู่ในจมูกช่วงกลางคืน แต่เมื่อสั่งออกก็หมดไป แสดงว่าไม่ได้ป่วย แต่ถ้าหากว่าน้ำมูกมีตลอดทั้งวัน สีข้นกว่าปกติ แสดงว่ามีอาการหวัด ถ้าเป็นหวัดธรรมดา(ไม่มีไข้) ประมาณ 2-3 วัน น้ำมูกก็จะหายไปเองตามธรรมชาติ (ไม่ต้องใช้ยา แต่ต้องดูแลให้ถูกหลักด้วย เช่น ไม่ดื่มน้ำเย็น พักผ่อนมากๆ ทำร่างกายให้อบอุ่น) แต่ถ้าเป็นมากกว่า 10 วันแล้วจะต้องระวังเรื่องภูมิแพ้ หรือไซนัสอักเสบ และไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน ควรรีบพาลูกไปหาหมอ เพราะอาจเรื้อรังเป็นโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจได้อีก
วิธีสอนลูกสั่งน้ำมูก คิดว่านี้คงเป็นปัญหาสำหรับแทบทุกครอบครัว เพราะการสอนให้เด็กสั่งน้ำมูกได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่สามารถที่จะสอนได้ โดยคุณพ่อ คุณแม่ต้องทำให้เด็กดูเป็นตัวอย่าง อาจจะโดยการใช้กระดาษทิชชู่ อุดรูจมูกข้างหนึ่งแล้วหายใจออกดังฟิดๆ ใช้ทิชชู่ที่เตรียมไว้เช็ด ทำสลับกันทั้ง 2 ข้าง โดยแรกๆ คุณพ่อ คุณแม่อาจจะเป็นคนกดรูจมูกให้ลูกก่อน ค่อยๆสอนกันเป็นเด็กก็จะสามารถทำได้เองในที่สุด
การดูแลเด็กตอนที่มีน้ำมูกไหล
* ใช้ ผ้านุ่มๆ เช็ดน้ำมูก ถ้ามีน้ำมูกมาก ทำให้ลูกหายใจไม่สะดวก ควรใช้อุปกรณ์ดูดน้ำมูกออกมา
* งดการออกไปเล่นนอกบ้าน 2-3 วัน
* บางคนจะมีอาการหูอักเสบ (หวัดลงหู) หรือคออักเสบ (หวัดลงคอ) ตามมาด้วย ดังนั้นควรดูอาการอย่างใกล้ชิด
* ถ้า น้ำมูกแห้งติดโพรงจมูก ให้ใช้น้ำเกลือ 0.9 % ปริมาณ 1-2 ซี.ซี. (ใช้กระบอกฉีดยา) ค่อยหยดลงไปในรูจมูกทั้งสองข้าง แล้วใช้ลูกยางดูดออกมา
* เมื่อลูกอายุได้ 2-3 ขวบควรฝึกลูกสั่งน้ำมูกเอง เป็นการฝึกให้ลูกช่วยเหลือตัวเองในเบื้องต้นและเป็นการให้ลูกรักษาสุขภาพอนามัยอีกด้วย
* ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ
* ทุบ หัวหอมห่อผ้า แล้ววางไว้ใต้หมอน หรือหยอดน้ำมันหอมระเหยที่บรรเทาอาการคัดจมูกบริเวณเสื้อผ้า หรือปลอกหมอน เพื่อให้ลูกสูดกลิ่น บรรเทาอาการคัดจมูกหายใจไม่ออกขณะนอน พร้อมทั้งใช้หมอนรองศีรษะให้สูงขึ้นกว่าปกติ
สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดเมื่อเด็กมีน้ำมูก
* เรา ไม่ควรซื้อยาลดน้ำมูกมาป้อนลูกเอง รวมถึงยาแก้ไอด้วย เพราะยาทั้งสองชนิดนี้ มีฤทธิ์ทำให้น้ำมูกและเสมหะแห้ง อาจทำให้เสมหะติดค้างในหลอดลม ไอออกมาไม่ได้ และการที่น้ำมูกไหล เป็นการขจัดเชื้อโรคออกจากร่างกายด้วยวิธีธรรมชาติดังนั้น ถ้าจำเป็นต้องกินยา ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของคุณหมอรวมทั้งยาหยอดจมูกเพื่อทำให้จมูกโล่ง ด้วยเช่นกัน
* ไม่ ควรแคะจมูกให้ลูกด้วยนิ้วหรือเล็บ ให้ใช้กระดาษทิชชู่หรือผ้านุ่มๆ บางๆ พันปลายเขี่ยภายในโพรงจมูกเบาๆ เพื่อให้เด็กจามออกมา หรือใช้ไม้พันสำลีเช็ดรอบๆ รูจมูกเท่านั้นและต้องใช้อย่างระมัดระวัง ไม่ควรให้เด็กใช้ ไม้พันสำลีเอง
ที่มา : Mother&Care ; http://www.bpafreebabyshop.com
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น